เทศน์บนศาลา

ธรรมล้นเกิน

๑๔ ก.ค. ๒๕๖๙

ธรรมล้นเกิน

พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต


เทศน์บนศาลา วันที่ ๑๔ กรกฎาคม ๒๕๖๙

ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี


ตั้งใจฟังธรรมะ ธรรมะเป็นสัจธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรม มีรัตนะ ๒ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยวิมุตติสุขๆ จนถึงที่สุดเทศน์ธัมมจักฯ พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม

นั่นล่ะเป็นสังคมของธรรม พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

พระธรรมๆ สัจธรรมอันนั้นมันยิ่งใหญ่นัก ยิ่งใหญ่นัก มันต้องฝึกหัดประพฤติปฏิบัติให้มันเป็นข้อเท็จจริงในหัวใจของตน ถ้าเป็นข้อเท็จจริงในหัวใจของตน พระพุทธศาสนาแวววาว มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ สมบูรณ์แบบ

เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเผยแผ่ธรรมๆ ผู้ที่มาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมานั่นน่ะกิเลสล้วนๆ ถ้าบวชเป็นพระ บวชเป็นพระก็สมมุติสงฆ์เท่านั้น

เอหิภิกขุๆ ชฎิล ๓ พี่น้อง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปทรมานไง เขาสำคัญตนว่าเขาเป็นพระอรหันต์ไง มีเล่ห์มีกลมากมายมหาศาล ถึงที่สุดแล้ว “เธอไม่ใช่พระอรหันต์”

เพราะเวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัตินอกลู่นอกทางไง เพ่งกสิณไฟ กสิณไฟไง จะมีฤทธิ์มีเดช คำว่า “มีฤทธิ์มีเดช” คือว่าจิตมันเป็นฌานโลกีย์ ถ้าฌานโลกีย์มันรู้มันเห็นของมัน มันก็ติดของมันไง ถ้าเป็นฆราวาสญาติโยม ผู้ที่ว่าเป็นอาจารย์ศักดิ์สิทธิ์ นั่นน่ะฌานโลกีย์ทั้งนั้นน่ะ ถ้าเป็นข้อเท็จจริง มันเรื่องโลกๆ ไง

ฉะนั้น เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก ไอ้พวกฌานสมาบัติเป็นเรื่องโลกๆ

โลกกับธรรม

ฟังธรรมๆ ฟังธรรมๆ คือฟังความทุกข์เข็ญของหัวใจของตน ในหัวใจของตนมันทุกข์มันยากของมัน แล้วสิ่งที่พึ่งที่อาศัยมันหาไม่ได้

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางธรรมวินัยนี้ไว้ ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ทาน ศีล ภาวนา ให้ทำทานของเขาก่อน ทำทานของเขาก่อนเพราะอะไร เพราะทำทานของเขาก่อนมันเป็นบุญเป็นกุศล จิตใจมันเป็นสาธารณะ

ผู้ให้ๆ ถ้าผู้ให้ไม่เหมือนผู้รับไง ผู้รับมันกดถ่วงหัวใจของตนมากมายมหาศาล ผู้ให้ ผู้ให้มันเบาอกเบาใจ แล้วให้ด้วยความเป็นธรรมไง ไม่ใช่ให้ด้วยความเป็นโลก

ถ้าให้ด้วยความเป็นโลก ให้ด้วยความเขายอมรับตน

ถ้าให้ด้วยความเป็นธรรม ทิ้งเหว โยนทิ้งเหว มันเป็นวัตถุธาตุของประจำโลกของเขา ใครมีอำนาจวาสนาขึ้นมา เขาก็แสวงหามาเป็นสมบัติของเขาได้ สิ่งที่เป็นสมบัติของเขา ถ้าจิตใจเขาเป็นธรรมไง เขาก็เสียสละของเขา

ทาน ศีล ภาวนา

ถ้าศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๒๒๗

เวลาเป็นเงินเป็นทองขึ้นมาก็อยากจะมีมากมายมหาศาล ถ้าเป็นทางโลกๆ เวลาขอศีล ขอศีลแล้วมันเหลือศูนย์ มันไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมาเพราะมันไม่ทำขึ้นมาไง

ถ้ามันทำขึ้นมา เห็นไหม พระกรรมฐาน พระกรรมฐานเขาไม่ขอ เขาวิรัติเอา วิรัติคือตั้งเจตนาของตน แล้วถ้ามันผิดมันพลาด มันล้มมันลุกคลุกคลานขึ้นมา ถ้าเป็นคนที่หัวใจเป็นธรรม เขาก็วิรัติใหม่ วิรัติของตัวเองใหม่ แล้วพยายามกระทำของตนขึ้นมา

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า นั่นเป็นอธิศีล ศีลที่แท้จริง สีละคือความปกติ วิหารธรรม มีความสุขมาก

คนเราเกิดมากับโลก แล้วก็กำมือให้แน่น อยากยึดมั่นถือมั่นว่านั่นจะเป็นสมบัติของตน ทุกข์เจียนตาย

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยภพชาติ จะเป็นกษัตริย์ มีผู้คนล้อมหน้าล้อมหลังมากมายมหาศาล ด้วยอำนาจวาสนาไง เวลาธรรมมันเกิด ไปเที่ยวสวนเห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย มันต้องมีฝั่งตรงข้าม ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย แล้วไปศึกษาเล่าเรียนมากับใคร

เห็นสมณะ สมณะเป็นเพศเพศหนึ่ง เวลาจะไปฝึกหัด ฝึกหัดกับเจ้าลัทธิต่างๆ อีลุ่ยฉุยแฉกไปทั้งนั้นน่ะ มันเป็นเรื่องโลกๆ ไง โลกเขาก็ตื่นเต้น ทำฌานสมาบัติได้ ทายอกทายวิเคราะห์ความรู้สึกนึกคิดในใจของตนได้ แล้วได้อะไรต่อ ได้คว้าน้ำเหลวไง ได้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะต่อไปไง

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปศึกษากับเขา มันไม่ใช่ทางแล้วล่ะ

เพราะคนที่มีอำนาจวาสนา มีอำนาจวาสนาคือไม่เชื่อเรื่องที่ไม่เป็นข้อเท็จจริง มันพิสูจน์ไม่ได้ เวลามาเอาจริงเอาจังของตนขึ้นมา เวลาวันวิสาขบูชา ถ้าเรานั่งวันนี้ไม่สิ้นกิเลส เราจะนั่งจนตาย นั่งไม่ลุกอีกเลย นั่งครั้งนี้แล้วจะไม่ลุกอีกเลย ถ้าไม่ได้ก็ให้มันตายไป

แต่เวลาถ้ามันได้ขึ้นมา เวลาเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เวลาทำสมาธิๆ มันรู้เห็นอะไรร้อยแปดพันเก้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ปฐมยาม บุพเพนิวาสานุสติญาณ ระลึกอดีตชาติได้มากมายมหาศาล แล้วระลึกได้ข้อเท็จจริงด้วย นี่ไง โลกไง

เพราะสิ่งที่ปรากฏ เป็นสิ่งที่ปรากฏขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราเคยเป็นๆ อดีตชาติเราเคยเป็นพระเวสสันดร เราเคยเป็นสหชาติ เราเคยเป็น แต่ตอนนี้เราไม่เป็น เพราะเราเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ

เวลามัชฌิมยาม จุตูปปาตญาณ เพราะการได้สร้างสมบุญญาธิการมา บุญกุศลมากมายมหาศาล เพราะพระโพธิสัตว์บารมีเต็มจะได้มาเกิดเป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่อะไรทำให้เกิดล่ะ

ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ มันต้องมีเหตุมีผลของมัน

เป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เวลาระลึกอดีตชาติ เราเคยเป็นๆ จุตูปปาตญาณ ถ้าชาตินี้สร้างคุณงามความดีเป็นพระโพธิสัตว์ต่อไป มันก็จะเวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะต่อไป จะไปเกิดเป็นอะไรล่ะ เป็นจักรพรรดิ เป็นราชา เป็นแล้วมันก็มีความสุขเล็กน้อย มีความทุกข์มากมายมหาศาล แบกรับภาระไว้เพื่อสร้างคุณงามความดี แต่มันเป็นจริตนิสัยพระโพธิสัตว์ที่ทำคุณงามความดีไง ดึงกลับหมด เวลาดึงกลับกลับมาๆ พอดึงกลับมา เห็นไหม

เวลาเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติที่เราไปรู้ไปเห็น เราไม่ได้ดึงกลับ เราถลำไปกับมันเลยว่าเรารู้เราเห็น มันก็เห็นเรื่องโลกไง นี่เป็นบุญนะ เป็นบุญเพราะอะไร เป็นบุญเพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเรานี่ไง มันเป็นคุณงามความดีไง คุณงามความดี ดีและชั่วไง แต่มันไม่ใช่หนทางในพระพุทธศาสนาไง

หนทางในพระพุทธศาสนา ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา

ดึงกลับมา เวลาเข้าสู่มรรคสู่ผล อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ทำลายอวิชชา อวิชชาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ทำลายพญามาร ทำลายเรือนยอดของเรือน ๓ หลังได้หักลงแล้ว ดิ้นพราดๆๆ

“กิเลสเป็นนามธรรม จะไปรู้ไปเห็นมันได้อย่างไร” 

ถ้าไม่รู้ไม่เห็นขึ้นมามันก็เป็นบุคคล ๔ คู่ไม่ได้

บุคคล ๔ คู่ขึ้นมา เขาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เวลาละกิเลสเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป

เป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไปตรงไหน

ตรงที่หลวงปู่มั่น เวลาท่านตรวจสอบลูกศิษย์ของท่านไง เวลาผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติเริ่มต้นขึ้นมา “จิตเป็นอย่างไร จิตเป็นอย่างไร”

ถ้าจิตเป็นอย่างไรแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป เป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป เห็นไหม คุณธรรมที่ละเอียดยิ่งกว่านี้ยังมีอยู่อีกมากมายมหาศาล เวลาถ้ามันถึงที่สุดแห่งทุกข์แล้วจบ วิหารธรรม เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาไง

นี่เหมือนกัน เรามีอำนาจวาสนา เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราพยายามจะทำความสงบของใจของเราเข้ามานี่แหละ

แต่นี้เราเกิดเป็นมนุษย์ไง เกิดเป็นมนุษย์เพราะอะไร เพราะอวิชชาพาเกิด คำว่า “อวิชชาพาเกิด” นั่นน่ะกิเลส นั่นน่ะพญามาร มันอยู่ในหัวใจของเราทุกๆ ดวง มันถึงได้เวียนว่ายตายเกิดไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ทำลายเรือนยอดของเรือน ๓ หลัง พอมันสิ้นไปแล้วมันไม่มีอวิชชา มันจะพาอะไรเกิด มันจะเกิดได้อย่างไร เพราะมันไม่มีเชื้อไข

แล้วเชื้อไขเป็นอย่างไร

“กิเลสเป็นนามธรรม จะรู้ไปเห็นมันได้อย่างไร”

รู้มันเห็นได้โดยถ้ามีอำนาจวาสนา ครูบาอาจารย์ให้ทำความสงบของใจเข้ามา ใจสงบระงับแล้ว ถ้าใจสงบระงับแล้ว ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา มันเห็น เห็นตามข้อเท็จจริงนั้นไง ถ้าเห็นตามข้อเท็จจริงนั้น วิปัสสนา วิปัสสนาจะเกิดขึ้นจากตรงนั้น ถ้าวิปัสสนาจะเกิดขึ้นจากตรงนั้น แล้วทำแล้วเจริญงอกงามไปหรือไม่

นักปฏิบัติ นักปฏิบัติเวลาใช้ปัญญาๆ ถ้ามีสติปัญญา ถ้ามันทำได้ขนาดนี้ เวลาศึกษาค้นคว้าในธรรมวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มันจะเข้าใจว่าสุตมยปัญญาระดับไหน จินตมยปัญญาระดับไหน ภาวนามยปัญญามันเป็นภาวนามยปัญญา

เวลาจักรมันเคลื่อน ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาไง แสดงธัมมจักฯ ไง ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ พระอัญญาโกณฑัญญะ “สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น”

สิ่งใดสิ่งหนึ่ง จิตมันรู้มันเห็นของมัน สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น

นั่นน่ะ สิ่งทั้งหลายทั้งปวง ปัญญามันเคลื่อน มันหมุนไป มรรค ธัมมจักฯ มันเคลื่อน มันบด มันบดมันบี้ บดบี้อะไร บดบี้หลานของกิเลสไง

สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวง

สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วก็คาอยู่นั่นไง เกิดขึ้นแล้วทำอย่างไรต่อ เกิดขึ้นแล้วจะชนะหรือจะพ่ายแพ้ มันก็เกิดขึ้นไง

สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงมันต้องขาด

นิโรธ นี่ไง ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ บุคคลคู่ที่ ๑ ก็คุณสมบัติของบุคคลคู่ที่ ๑ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส สังโยชน์ ๓ กามราคะ ปฏิฆะอ่อนลง กามราคะขาดไป รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา

นี่ก็ชื่อ แล้วตัวจริงๆ มันเป็นอย่างไรวะ

ตัวจริงๆ เรามีอำนาจวาสนาหรือไม่ล่ะ

ถ้ามีอำนาจวาสนา เป็นธรรมๆ ฟังธรรมๆ ฟังธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามันรื่นเริง มันสุขใจไง

สุขใจตรงไหน

ตรงที่หนทางไง มันมีหนทาง เห็นไหม ครูบาอาจารย์เป็นหนทาง เป็นผู้นำ นำเราให้ฝึกหัดปฏิบัติตามความเป็นข้อเท็จจริงนั้น ถ้ามันฝึกหัดตามข้อเท็จจริงนั้น ให้มันเป็นข้อเท็จจริงที่ว่า วิปัสสนาคือการรู้แจ้ง

ถ้ามันปฏิบัติตามข้อเท็จจริง มันรู้แจ้ง มันไม่มีอะไรสงสัยคาหัวใจเลย มันทำเป็นชั้นเป็นตอน เพราะเรารู้เราเห็นไง แต่เวลาฟังครูบาอาจารย์ ฟังเทศน์ๆ เป็นธรรม แต่เราไม่รู้ แล้วมันจะเป็นจริงหรือมันไม่เป็นจริงไง

ถ้ามีอำนาจวสานานะ มันจะพิสูจน์ได้ มันต้องพิสูจน์ต้องตรวจสอบ

หลวงตาพระมหาบัวท่านอยู่กับหลวงปู่มั่นไง ท่านเป็นมหานะ เวลาหลวงปู่มั่นทำสิ่งใด ท่านก็เคารพ ท่านก็เชื่อ แต่มันก็เชื่อด้วยความเชื่อ ศรัทธาความเชื่อ ไม่ใช่ความจริง เวลาความจริงมันไปเปิดในพระไตรปิฎก เพียะ! เพียะ! เพียะ! มันลงทั้งหัวใจ

ถ้าพูดขนาดนี้นะ คำพูดมันเชื่อถือได้

นี่ก็เหมือนกัน เราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้ามีครูบาอาจารย์เทศนาว่าการเป็นหนทาง เป็นผู้ชี้นำ เราเดินตามๆ ฝึกหัดปฏิบัติของตนขึ้นมาให้ได้ ถ้าให้ได้แล้วมันรู้กันน่ะ

ถ้าเป็นข้อเท็จจริงนะ ข้อเท็จจริงในการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติของเรา เราก็ความฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้มันเป็นชิ้นเป็นอัน เป็นข้อเท็จจริง

แต่เวลาถ้าเป็นกิเลส มันกดมันดัน มันปลิ้นมันปล้อน แล้วปฏิบัติมันทุกข์มันยากนัก คำว่า “ปฏิบัติมันทุกข์มันยากนัก” มันอยู่ที่บัว ๔ เหล่า เราทำสิ่งใดมา

พาหิยะ พาหิยะฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทีเดียวเป็นพระอรหันต์ พระในสมัยพุทธกาลที่ห้อมล้อมพระพุทธเจ้าอยู่ ก็ฟังเทศน์พระพุทธเจ้าอยู่ทุกวัน พระพุทธเจ้าเทศนาว่าการก็นั่งฟังอยู่ ได้ยินทั้งนั้นน่ะ ทำไมฟังแล้วฟังเล่า ฟังแล้วฟังเล่า มันทำไมไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา แล้วสงสัยด้วย

พาหิยะเวลาฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์เลย แต่ว่าอำนาจวาสนาของเขา เขาจะขอเอหิภิกขุ ขอบวชเลย

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “เธอไม่มีบริขาร บวชได้อย่างไร”

คนที่บวชต้องมีบริขาร ๘ ผู้ที่มีอำนาจวาสนานะ เวลาจะบวชนะ บริขาร ๘ เป็นทิพย์มาเลย ชุดนั้นชุดเดียว แต่ผู้ที่ไม่มี หาเองก็ไม่ได้ แล้วด้วยอำนาจวาสนาก็ไปหาอยู่ ไปหาสมัยพุทธกาล ๒,๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว ร้านค้าก็มี ๕ มาสก ๑๐ มาสกที่จะไปซื้อผ้าไง ตามร้านค้า ๒,๐๐๐ กว่าปีมันมีการค้าการขายอยู่แล้ว แต่มันก็ทำไม่ได้ ทำไม่เป็น เพราะยังไม่ฝึกหัดไง

ดูพระกรรมฐานสิ พระกรรมฐาน หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นนี่ไง เวลาจะบวช ให้เป็นปะขาวก่อน ให้หัดท่องขานนาค เสร็จแล้วให้หัดตัดผ้า เสร็จแล้วให้สวดปาฏิโมกข์ ถ้าได้ปาฎิโมกข์แล้วถึงจะให้บวช สมัยหลวงปู่มั่นนะ

สมัยนี้ เวลาเราจะหาผ้า จะตัดเย็บ

หลวงปู่มั่นเวลาท่านออกธุดงค์ ไปเจอเศษผ้า เจออะไร ท่านเขี่ยๆๆ พอพ้นจากคนไป ท่านเอาเหน็บไปในประคดเอว แล้วไปซักไปล้าง ไปตัดเป็นย่าม ไปตัดเป็นอะไร ไอ้พวกผ้าสีกากี พวกของข้าราชการ เวลาของเก่าเขาทิ้งๆ

พระธุดงคกรรมฐานไง นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ เป็นผ้าบังสุกุล ไม่ไปยุ่งวุ่นวายอะไรกับโลก

ฝึกหัดให้เข้าถึงธรรมและวินัย เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นไง

นี่ก็เหมือนกัน เขาไปหาบริขาร หาไม่ได้ โคแม่ลูกอ่อนขวิดเสียชีวิตเลย พระอรหันต์นะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นประธานสงฆ์ไปเผาศพ พระเขาถึงได้สงสัยไง

บอก นั่นน่ะพระอรหันต์

เพราะพระก็งงไง ฟังอยู่ทุกวัน ทำอยู่ทุกวัน ทำไมปฏิบัติแล้วมันไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนพาหิยะที่หนเดียวเป็นพระอรหันต์เลย

นั่นก็วาสนาของเขา เขาได้สร้างอำนาจวาสนา

นี่เวลาพระสงสัย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอธิบายมากมายยาวยืดเลย เขาได้ภาวนามากี่ภพกี่ชาติ เขาปฏิบัติมามากมายเป็นจริตเป็นนิสัย

ย้อนกลับมาที่เรา เราก็อยากจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมานี่แหละ เวลาเราฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา

หลวงตาพระมหาบัวท่านสอน การปฏิบัติมียากอยู่ ๒ คราว คราวเริ่มต้นนี่

คราวเริ่มต้นจากปุถุชน ปุถุชน กัลยาณชน ถ้ายกขึ้นสู่โสดาปัตติมรรค เป็นบุคคลคู่ที่ ๑ บุคคลคู่ที่ ๑ คือหัวใจที่มันเป็น เวลามันเป็นแล้วมันจะก้าวเดินไปด้วยความสามารถของตน แล้วก้าวเดินตามความสามารถของตนนะ มรรคอย่างหยาบ มรรคอย่างกลาง มรรคอย่างละเอียด ละเอียดสุด เวลาขึ้นไป เวลาเริ่มต้นมันมีหนทางที่จะสืบต่อไป

แต่จากปุถุชน กัลยาณชน การทำสมาธิง่าย การทำสมาธิยาก แล้วผู้ที่ทำได้มากน้อยขนาดไหนก็อยู่ที่วาสนา เริ่มต้นที่ฝึกหัดปฏิบัติแค่นี้ แค่ที่ปุถุชน กัลยาณชน ล้มลุกคลุกคลาน เราแยกอย่างไรว่าเป็นโลกหรือเป็นธรรม

เป็นโลกๆ สิ่งที่เราทำได้ๆ นี่ก็โลก โลกก็คือทัศนคติ คือความรู้สึกของตนนี่แหละ โลก นี่มันเป็นเรื่องโลกไง

ถ้าเป็นกัลยาณชนล่ะ

กัลยาณชนมันควบคุมดูแลหัวใจของตนได้นะ

แล้วที่มันทำยาก มันทำยากเพราะอะไรล่ะ

บัว ๔ เหล่าไง อำนาจวาสนาของแต่ละบุคคลที่ได้สร้างสมบุญญาธิการมาไง ถ้าอำนาจวาสนาที่เราได้สร้างมา พอทำสมาธิได้ แล้วเขาก็จะรักษาไว้ได้

ศีล สมาธิ ปัญญา

สมาธินะ สมถกรรมฐาน ฐานที่มั่นคงของตน มันไม่มีกำลังของตน มันจะยกขึ้นสู่วิปัสสนาได้อย่างไร ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนา เห็นไหม

ถ้าเรื่องกิเลสมันกดมันดัน มันก็เป็นเรื่องของโลกทั้งนั้นน่ะ เรื่องของโลก ดูสิ จินตนาการ สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา มันไม่เคยรู้เคยเห็นภาวนามยปัญญา มันเกิดปัญญามากน้อยขนาดไหน มันก็ว่าเป็นของจริงของมัน แล้วมันก็เทียบเคียงกับธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จากครูบาอาจารย์ที่เทศนาว่าการมา มันว่ามันเป็นอย่างนั้นๆ

มันเป็นอย่างนั้น ก็ความรู้สึก ก็ความคิดไง ก็สัญญา ก็จำมาไง

ดูสิ เวลาเขาศึกษามา ๙ ประโยค ศึกษามาเพื่อมีความรู้ในพระพุทธศาสนาไง แล้วบอกว่า พระกรรมฐานๆ แล้วมีการศึกษา ต้องมีการศึกษา ถ้าไม่ศึกษาแล้วจะประพฤติปฏิบัติได้อย่างไร ตัวเองไม่มีความรู้ จะเอาความรู้มาจากไหน

ก็เอาความรู้มาจากภาวนามยปัญญา ความรู้เกิดจากการภาวนา ความรู้จากที่เราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมานี่ไง ความรู้ที่มันมีสติปัญญาเท่าทัน เท่าทันกับจิตของตน ไม่หลงระเริงไปกับเรื่องโลกๆ นี่ไง

เรื่องโลกๆ โลกก็คือโลก สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ชัดๆ เลย สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นอนัตตาทั้งนั้น ฉะนั้น ความสุขความทุกข์มันอยู่กับเราไม่ได้หรอก ถ้ามันอยู่กับเราไม่ได้ ดูสิ ทางฤๅษีชีไพร เดี๋ยวก็ชัดเจน เดี๋ยวก็พร่ามัว เดี๋ยวก็เป็นวิกลจริต เดี๋ยวก็ปลิ้นปล้อนอยู่อย่างนั้น เพราะมันเป็นเรื่องโลก โลกมันกะล่อน โลกมันปลิ้นปล้อน มันไม่ใช่ธรรม

เป็นธรรม เริ่มจากศีล

ถ้ารู้เห็นจริงก็ว่าเป็นความจริง ถ้ารู้เห็นไม่จริงก็ต้องเป็นธรรมไม่จริง

ไปดูพวกหมอดูทายโชคชะตาสิ โกหกมดเท็จไปอย่างนั้นน่ะ ชะตาชีวิตของตนเองยังพยากรณ์ไม่ได้ จะไปพยากรณ์ชีวิตของบุคคลอื่นได้อย่างไร

แล้วหัวใจของคนมันก็มีดีมีเลว เราไปเจอเพื่อนฝูงที่นิสัยดีขณะที่จิตใจเขาดีงาม เราก็โชคดีมาก แล้วเพื่อนฝูงนิสัยใจคอจะเป็นอย่างนั้นตลอดไปไหม เขามีอะไรบีบคั้นในหัวใจของเขา เขามีเวรมีกรรมอะไรของเขา มันต้องมีระยะห่าง ระยะใกล้ชิด เราต้องพิจารณาของเรา

ไอ้นี่เหมือนกัน เวลาจิตเรารู้เราเห็นสิ่งใด มันมีความรู้มากน้อยขนาดไหน ถ้ามันมีความรู้ของมัน จิตสงบระงับเข้ามา มันเป็นความสุขสงบอันหนึ่ง

ความสุขสงบอันหนึ่ง สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา คือธรรมทั้งหลายมันเป็นอนัตตา เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เราก็มีความรู้แค่นั้น คนที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา จิตถ้ามันสงบระงับเข้ามามันก็มีความรู้แค่นั้น ความรู้แค่นั้น แล้วถ้าไม่มีวาสนามันก็ส่งออกไปเลยนะ ถ้ามันเกิดจินตนาการไปรู้มันเห็นสิ่งใดว่ามันเห็นธรรมๆ ไง นี่ธรรมล้นเกิน มันไม่ใช่ธรรม มันล้น ล้นเกินไง

แต่เวลาถ้ามันมีกิเลสล่ะ

กิเลสมันก็กดดัน ทำให้ทุกข์ให้ยากทั้งนั้นน่ะ ถ้ามันทำให้ทุกข์ให้ยาก ถ้าเราฝึกหัดไปตามความเป็นจริงของตน ถ้าฝึกหัดตามความเป็นจริงของตนนะ ฝึกหัดปฏิบัติแล้วทำให้เป็นข้อเท็จจริงอันนั้น ถ้าเป็นข้อเท็จจริงอันนั้น เรารักษาหัวใจของเราได้ พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มันสว่างไสวอยู่อย่างนั้นน่ะ

คำว่า “สว่าง” คือมันสว่างโดยสติ โดยปัญญา ปัญญามันรู้แจ้งไง อันนี้ไม่ใช่ อันนี้ชั่วคราว อันนี้มันเป็นเหตุ เราต้องสร้างเหตุอย่างนั้น

เวลาผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มันเหมือนทางนักวิชาการ เรียนมาแล้ว เวลาทำงานต้องมีประสบการณ์ ประสบการณ์ทำงาน ทำงานไม่ได้ ทำงานไม่เป็น มีความรู้อยู่ แต่เรื่องเอกสารทำอะไรไม่ได้ทั้งนั้นน่ะ

นี่ก็เหมือนกัน เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เวลาจิตมันเป็นสิ่งใดขึ้นมาบ้าง คำว่า “ขึ้นมาบ้าง” แล้วรักษาอย่างไร

เวลาพระกรรมฐาน พระกรรมฐานเขามีข้อวัตรปฏิบัติ ข้อวัตรปฏิบัติเป็นเครื่องพิสูจน์เลย พระนี่ แค่ดูกิริยารู้เลย ภาวนาเป็นหรือภาวนาไม่เป็น รักหรือสงวนอะไร

สิ่งที่เป็นธรรมๆ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เริ่มจากศีล สมาธิ

ศีล ความปกติของใจ แล้วถ้ากิเลสมันพลิกมันแพลง มันกดมันดัน มันปลิ้นปล้อน กิเลสทำให้ทุกข์ให้ยาก กิเลส เราไม่ได้มาศึกษาพระพุทธศาสนา เราก็ทุกข์เราก็ยาก เราก็ทำหน้าที่การงาน มันก็ทุกข์ก็ยากประจำโลก เวลามันจะมาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา กิเลสมันก็ทำให้ทุกข์ให้ยากขึ้นไปอีก

เวลามันทุกข์มันยากขึ้นไป ทำสิ่งใด นั่งสมาธิ โอ้โฮ! มันเจ็บมันปวด มันทุกข์มันยากทั้งนั้นน่ะ แล้วมันเจ็บมันปวด มันทุกข์มันยาก แล้วไม่กลัวมันหรือ เวลากลัวแล้ว เวลาเรานั่งสมาธิ เราก็จะให้มันเจ็บมันทุกข์มันยากน้อยลง หรือก่อนที่มันจะเจ็บ มันจะทุกข์มันจะยาก ให้มันลงสมาธิไปซะ มันจะมีความสุขก่อน แล้วสมาธิมันก็เป็นที่หลบภัยไง หลบภัย เวลาเจ็บเวลาปวดขึ้นมา เจ็บปวดเจียนตาย เวลาเข้าสมาธิแล้วมันปล่อยหมดน่ะ

ภายนอก ภายใน อายตนะส่งออกมา แต่เข้าไปอยู่ในตัวมันเอง มันก็ไปติดที่ตัวมันเองนั่นแหละ ถ้ามันไปติดตัวมันเอง เราจะดูแลรักษาอย่างไร ดูแลรักษาอย่างไร มันก็ดูแลรักษาความบกพร่องของเราที่การกระทำนี่ไง

เวลาเราถือธุดงค์ไง เรามีข้อกติกากับหัวใจของตน เวลาเราปล่อยปละละเลย มันไปแล้ว เวลาเราตั้งกติกากับเราขึ้นมา เราจะทำอย่างนี้ๆ แล้วมันไม่ทำ เวลาจิตใจมันดีงามมันก็อยากทำ

นี่ไง เวลากิเลสมันกดมันดันในหัวใจของตน กิเลสทำให้มันทุกข์มันยากทั้งนั้นน่ะ ทั้งๆ ที่เราปรารถนาสร้างคุณงามความดีไง

เวลาสร้างคุณงามความดี ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ ถ้าเราสร้างเหตุที่เหมาะสม สมควร พอดีขึ้นมา มันต้องเป็นไปตามธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าล้านเปอร์เซ็นต์

แต่เราทำไปๆ เราเคยทำได้ แล้วเราจะมาทำซ้ำ มันเป็นสัญญา เวลาทำแล้วมันจะทำซ้ำไง เวลาครูบาอาจารย์ที่ฉลาด ท่านจะสอนว่าให้อยู่กับปัจจุบัน อยู่กับปัจจุบัน สิ่งที่มันได้แล้วก็วางไว้ อันนี้เป็นประสบการณ์ แล้วเวลาทำต่อไป ไม่ได้อย่างที่เคยได้ ก็มาทบทวนแล้ว ครั้งที่ได้กับครั้งที่ไม่ได้ มันเป็นเพราะอะไร

เวลาฆราวาสเป็นทางคับแคบ คับแคบเพราะว่ามีหน้าที่การงานของเขา เวลาทำแล้วระยะห่างมันมาก บวชเป็นพระ บวชเป็นพระกรรมฐาน นี่ไง ทางกว้างขวาง ๒๔ ชั่วโมง วันนี้ทำอย่างนี้ พรุ่งนี้ได้อย่างนั้นไหม ทำไมถึงไม่ได้ ไม่ได้มันเพราะเหตุใด เราก็หาหนทางทบทวนเลยล่ะ เรามีความบกพร่องอะไรในตัวของเราบ้าง ถ้าไม่มีความบกพร่องในตัวเราแล้ว เราต้องมีกติกากับเรา

ไม่มองเลย พระกรรมฐานสมัยหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นไม่มองหน้าใครเลย ไม่สนใจอะไรกับใครเลย สนใจแต่จิตของตน แล้วพอจิตของตน หลวงปู่มั่นจะถามว่า จิตเป็นอย่างไร จิตมันลงหรือไม่ลง ถ้าจิตมันลง ลงอย่างไร

ตัวเองมันพูดได้แจ้วๆๆ ทุกเรื่องน่ะ แต่ความเป็นจริงมันไม่มี ไม่มีเพราะอะไร ไม่มีเพราะมันไม่เคยทำได้อย่างนั้นไง

ถ้ามันทำได้อย่างนั้นนะ ครูบาอาจารย์ โธ่! องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๖ ปีนะ ๖ ปีไปพิสูจน์ตรวจสอบกับโลก โลกที่เขาพลิกแพลง เขามีเล่ห์มีเหลี่ยม ไปกับเขามาทั้งนั้นน่ะ แล้วเป็นอย่างไรล่ะ มันไม่ใช่ทั้งนั้นน่ะ พอไม่ใช่ขึ้นมา เวลามาฝึกหัดปฏิบัติของตน มันไม่มีใครสอนได้ ตั้งแต่ฉันอาหารของนางสุชาดาแล้ว ถ้าเรานั่งแล้วคืนนี้มันไม่สิ้นกิเลส จะนั่งตายเลย

เวลามันเป็น โลกไม่มี ยังไม่มีใครเป็นไปได้ เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ น่ะ โอ้โฮ! เทวดาส่งข่าวเป็นชั้นๆ เพราะได้ยินได้ฟังไง

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการ ประกาศธรรมแล้วไง เทวดา อินทร์ พรหมเขาชื่นอกชื่นใจทั้งนั้นน่ะ พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม เทศนาว่าการซ้ำขึ้นมาจนปัญจวัคคีย์เป็นพระโสดาบันทั้งหมด เทศน์อนัตตลักขณสูตร เป็นพระอรหันต์มา ๖ องค์ ไปได้ยสะอีก ๕๕ ไง

ได้ยสะก็เทศน์นี่

“ที่นี่เดือดร้อนหนอ ที่นี่วุ่นวาย”

ที่นี่เดือดร้อนหนอ ที่นี่วุ่นวายหนอ แล้วที่ไหนล่ะ

ก็ที่หัวใจทุกๆ คนไง ก็ที่ความคิดเอ็งทุกๆ คนนั่นแหละ มันเดือดร้อน มันวุ่นวาย พอมันเดือดร้อน มันวุ่นวาย แล้วทำอย่างไรล่ะ

ทำความสงบของใจเข้ามา เทศนาว่าการจนได้เป็นพระอรหันต์ ๖๐ องค์ไง พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ เธออย่าไปซ้อนทางกันนะ เพราะโลกนี้เร่าร้อนนัก พระอัสสชิไปได้พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะไง

เวลาข้อเท็จจริงที่มันเป็นข้อเท็จจริง คนเป็นนะ คนฝึกหัดปฏิบัติมันรู้มันเห็นเป็นชั้นเป็นตอน ไอ้การศึกษาๆ สุตมยปัญญา คัดลอก ลอกข้อสอบ ทุจริตร้อยแปดพันเก้า นี่ไง สุตมยปัญญา จินตมยปัญญาไง จินตนาการไปเถอะ ยิ่งมีการศึกษาจบ ๙ ประโยคแล้วมาปฏิบัติ หลวงปู่มั่นบอกเลย มันจะเตะมันจะถีบกัน กิเลสมันพลิกมันแพลงยิ่งปวดหัวเข้าไปใหญ่ จบ ๙ ประโยค ทำสมาธิไม่เป็น พระกรรมฐานก็ทำสมาธิไม่เป็น ถ้าทำเป็นๆ นะ มันจะรู้ได้ไง

สมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน

เริ่มต้นถ้าทำสมาธิเป็น ศีลจะสะอาดบริสุทธิ์ ศีล ศีลน่ะ ไม่โกหกมดเท็จ

มันโกหกมดเท็จ มันผิดศีล ถ้ามีศีล เรามีศูนย์ แล้วให้ศีลคนอื่นเขา

แต่พระกรรมฐานวิรัติเลย แล้วทำให้มันเป็นจริงเป็นจังของเราขึ้นมา เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา ถ้าจิตมันสงบ โอ้โฮ! หนึ่ง เขามีความสุขของเขานะ ถ้ามันมีความสุขอย่างนั้นแล้ว ถ้าไม่มีคนสั่งสอน เขาติดของเขานะ เธอไม่น้อมไปล่ะ น้อมไปสิ เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม ทีนี้พอมันน้อมไป มันไม่มีวาสนาไง ถ้าไม่มีวาสนา มันเป็นไปไม่ได้ไง

ผู้ที่เป็นชาวพุทธทั้งหมด เคยมาปรึกษาเราเยอะแยะเลย อยากปฏิบัติมาก แต่ไม่อยากพิจารณากายเพราะกลัวผี กลัวมาก

นี่มันคิดของมันไปเองไง ยังไม่ได้ปฏิบัติ สมาธิยังทำไม่เป็นเลย กลัวผีไปแล้ว เวลาคนที่ฝึกหัดปฏิบัติ แบบละครทีวีเห็นผีเห็นสาง เห็นอะไร ไอ้นั่นมันเป็นเรื่องทางโลกไง เรื่องทางอภิญญาไง มันเป็นเรื่องเครื่องรางของขลังไง

แต่ของเราจะขังทุกข์ เอาทุกข์มันมาขังซะ

ถ้าทำความสงบแล้วเห็นนิมิต มันไปเห็นภูตผีปีศาจ อันนั้นก็เป็นกรรมของสัตว์ ถ้ากรรมของสัตว์นะ ก็ดึงกลับมา แล้วจะฝึกหัดปฏิบัติก็อโหสิกรรม สพฺเพ สตฺตา สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น เป็นสุขเป็นสุขเถิด

เราก็เป็นสัตว์โลกคนหนึ่ง ปัจจุบันนี้มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา อยากจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา อย่ารังแกกัน ส่งเสริมกัน

เทวดาที่เป็นสัมมาทิฏฐิ มีพระกรรมฐานที่ไหน เขาจะคุ้มครองดูแล ไอ้พวกเจ้าที่เจ้าทางที่เป็นมิจฉาทิฏฐิไง เห็นพระ จะรังแก เห็นพระ นี่มันมีของมัน ถ้ามีของมัน ที่แรงๆ ลองไปเที่ยวสิ เราธุดงค์มา เราเห็นมาเยอะ เราประสบการณ์มามาก

แต่สำหรับเรา เราไม่เคยกลัวอะไรเลย เพราะถือว่าศีลบริสุทธิ์ ถ้าศีลของฉันบริสุทธิ์ ใครทำอะไรฉันไม่ได้ ไปอยู่ที่ไหนก็แล้วแต่ที่ว่าแรงๆ ที่พระไปอยู่ไม่ได้ เราไปอยู่มาหมดแล้วแหละ ที่ไหนมันแรง ได้ทั้งนั้น สัตว์ป่าๆ สัตว์ป่าตัวไหน ช้างเป็นฝูงๆ เลย ถ้ามีเวรมีกรรมต่อกัน เชิญ

เพราะเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา นี่บวชพระแล้ว นี่อยากจะประพฤติปฏิบัติ มันจะอ่อนแอ มันจะไม่สู้อะไรเลย มันเสียชาติเกิด พิสูจน์มาหมดแล้ว

ฉะนั้น ถ้าจะรู้จะเห็นอะไร มันเป็นเวรเป็นกรรมของสัตว์ แล้วจิตใจมันอ่อนแอไง เห็นนู่นเห็นนี่ ติดตามไป ไร้สาระ เราก็เคยเห็น หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านเคยเห็นทั้งนั้นน่ะ แต่เห็นแล้วมันเป็นคติธรรมไง

หลวงปู่มั่นตั้งแต่ออกบวช พอภาวนาไปแล้วจิตมันสงบ จะพิจารณากายอย่างไรมันก็ไม่มีเหตุไม่มีผลไง

พอพิจารณาของตนเอง อ๋อ! บุญมาก ปรารถนาเป็นพระโพธิสัตว์ไง จะเป็นพระพุทธเจ้าไปในอนาคต ถ้าเป็นพระโพธิสัตว์ พวกที่เป็นพระโพธิสัตว์ แล้วเป็นสิ่งที่ว่ามีบุญมีอำนาจวาสนา มันติดอย่างนั้นน่ะ เพราะมันเข้าสมาธิไม่ได้ มันเข้านะ มันก็เป็นฌานสมาบัติ พอฌานสมาบัติก็จะไปรู้จะไปเห็น จะไปช่วยไง พวกพระโพธิสัตว์ๆ น่ะ

แต่เวลาถ้าจะเข้ามรรคเข้าผล ถ้าทำความสงบของใจก็ได้ ใจสงบระงับแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาไง ถ้าพิจารณาไปแล้ว เวลาหลานกิเลส สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส มันขาดไป เกิดอีกอย่างมากอีก ๗ ชาติ

แล้วพระโพธิสัตว์มันไปไม่มีต้นไม่มีปลาย มันจะไปอย่างไร

ฉะนั้น พระโพธิสัตว์เวลาทำฌานสมาบัติ แต่มันไม่เข้าศีล สมาธิ ปัญญา

ถ้าเข้าศีล สมาธิ สมาธิคือสัมมาสมาธิ สัมมาสมาธิถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนา มันจะเกิดภาวนามยปัญญา ภาวนามยปัญญามันจะไปชำระล้างอวิชชา ชำระล้างพญามาร แล้วชำระล้างพญามารแล้ว เวลาถ้ามันถูกต้องชอบธรรม มันขัดแย้งกันไง ฉะนั้นถึงว่ายกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่ได้ หลวงปู่มั่น แหม! เอาอยู่พักใหญ่เลย ท่านก็แก้ตัวของท่าน เห็นไหม

นี่ไง เวลาคนฝึกหัดปฏิบัติมันต้องแก้ แก้สิ่งที่ว่าบุญมากๆ มันก็ต้องเพิ่มเติมต่อไปจะไปตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคต ถ้ามีบุญมากๆ ขึ้นมา ถ้าไม่ได้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไปในอนาคต ก็เป็นพระปัจเจกพระพุทธเจ้า ตรัสรู้เองโดยชอบด้วยสติด้วยปัญญาของตน

สาวกสาวกะที่ได้ยินได้ฟัง ได้ยินได้ฟัง เกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา มีอำนาจวาสนาได้มาบวชเป็นพระ ถ้าบวชเป็นพระแล้วจะศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๙ ประโยค นั่นน่ะสมบัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งนั้น เอ็งไม่ได้อะไรเลย ถ้าได้ก็ได้บุญและบาป บุญและบาปก็เหมือนฆราวาสเขาไง

ฉะนั้น ฆราวาสเขาทำบุญใส่บาตรของเขา เขาก็เพื่อบุญกุศลของเขา แล้วอย่างหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเรา ก็สอนให้เขาปฏิบัติ ถ้าสอนให้ปฏิบัติ จะเป็นจริตเป็นนิสัยของเขา ถ้าเขาได้ฝึกหัดปฏิบัติมา เขาอยากฝึกหัดปฏิบัติต่อเขาไป ถ้าเป็นจริตเป็นนิสัย สายบุญสายกรรมขึ้นมา พอมันได้ยินได้ฟังขึ้นมา มันก็อยากจะฝึกหัดปฏิบัติของมัน ถ้าฝึกหัดปฏิบัติ เพราะมันมีทุนเดิม มีบุญเก่าไง

มีบุญเก่าเวลาฝึกหัดปฏิบัติไป ถ้ามันรู้มันเห็นสิ่งใดล่ะ

ในวงกรรมฐานเขาวัดอำนาจวาสนากันเลยล่ะ ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ มีอำนาจวาสนาบารมีนะ ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา หนึ่ง สถานที่ที่ไป

เวลาพระกรรมฐาน หลวงตาท่านพูดประจำ สมัยของท่าน แยกตัวไปที่ไหนก็เป็นป่าทั้งนั้นน่ะ สมัยนั้นเมืองไทยมี ๑๖ ล้านคน

เราขึ้นไปเที่ยวธุดงค์ทางภาคอีสาน ถนนยังเป็นถนนลูกรังกันอยู่หมดเลย สายอุดรฯ สกลฯ เพิ่งลาดยางทีหลัง ไปทางไหนมันมีป่ามีเขา พอมันหมดเป็นยุคคราวไง เดี๋ยวนี้ไปธุดงค์ขึ้นมา อุทยานเขาไม่ให้เข้า จะต้องมีบัตร จะต้อง อู้ฮู! มันวุ่นวายหมด นี่วาสนาของคน แต่เวลาฝึกหัดปฏิบัติขึ้นไปแล้วมันอยู่ที่กายกับใจเรานี่ เรื่องของโลกมันเป็นเรื่องของโลก

นี่พูดถึงว่าวาสนา เวลาเกิดยุคใดสมัยใด เราเกิดยุคสิ่งที่มีครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดปฏิบัติที่ตามข้อเท็จจริงนั้น เราก็พยายามทำหัวใจของตนให้มันเป็นข้อเท็จจริงไง ไม่ใช่ธรรมล้นเกินไง

สมาธิ สมาธิน้ำล้นแก้ว สมาธิเป็นสมาธิของมันอยู่อย่างนั้นน่ะ แล้วไม่มีวาสนาก็ “นี่คือนิพพาน ปฏิบัติสำเร็จแล้ว” สำเร็จแล้วมันไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย นี่กิเลสเวลามันขัดมันแจ้งไง

เวลาพวกล้นเกิน ล้นเกินขึ้นมา มันล้นเลยไปหมด พระกรรมฐานเป็น ๖ สลึง ๒ บาทนู่นน่ะ ไม่ใช่มรรค ๔ ผล ๔ มรรค ๔ ผล ๔ มันโกหกมดเท็จไม่ได้

เว้นไว้แต่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เป็นอุบายวิธีการ อุบาย เวลาจะให้อุบายลูกศิษย์ลูกหา พยายามกระตุ้น กระตุ้นให้สิ่งเร้าให้เขากระทำของเขา ให้อะไรล่ะ ให้เขาเป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก ให้เขารู้ถูกรู้ผิด

มันธรรมล้นเกิน เกินธรรมะพระพุทธเจ้า เกินทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ไปเก็บไปกว้านเอาเรื่องโลกๆ มาเป็นแนวทางปฏิบัติ เรื่องโลกๆ มันก็ได้โลก ถ้าเรื่องธรรมๆ เรื่องธรรมมันก็ได้ธรรม สติธรรม สมาธิธรรม ปัญญาธรรม

เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง แนวทางปฏิบัติมากมายมหาศาล เริ่มต้นเราฝึกหัดปฏิบัติโดยวิธีการอย่างนั้นเพื่อความสงบสุขของใจ พอใจมันสงบนะ แล้วมันมีความชำนาญของมันนะ มันมีกำลังนะ

เวลาฝึกหัดปฏิบัติมันจะรู้เลย เวลาถ้าสมาธิมันมั่นคงของมัน มันพิจารณาสิ่งใดไปมันเข้าอกเข้าใจ มันภูมิอกภูมิใจ มันปลื้มใจมากเลย พอสมาธิมันใช้ไปแล้วมันเบาลง แต่นี้พอคิดอะไรไปนะ มันก็เทียบเคียง เออ! เราก็เหมือนเขา นี่กึ่งกลาง แล้วสุดท้ายไปแล้วหมดเลย หมดเลยเพราะอะไร เพราะไม่เติมบุญไง

เติมบุญ เติมบุญก็มีสติ แล้วมีคำบริกรรมนี่ไง

คำบริกรรมสำคัญที่สุด

ถ้ามีคำบริกรรม หมายความว่า จิตมันได้ออกกำลังกายของมัน จิตได้มีการกระทำของจิต นวกรรม

ไม่มีคำบริกรรม จิตไม่เคยทำสิ่งใดเลย นั่นน่ะจินตนาการล้วนๆ คิดเองเออเองไปทั้งหมด อ้าว! ประชาธิปไตยๆ เขาทำได้ เราก็ทำได้ เขาคิดได้ เราก็คิดได้ เขาพูดได้ เราก็พูดได้ แล้วกิเลสเอ็งล่ะ แล้วโวหารมันพูดออกไป พวกนี้ถ้าเป็นสัญญาๆ ไปฟังครูบาอาจารย์มา จิตใจมันรื่นเริงนะ

เราเคยเห็นพระ เทศน์นี่ เอาเทปให้ฟังหนเดียว เทศน์ได้เหมือนเลย พอเทศน์ เขาก็รู้เหมือนกันไง แต่รู้ด้วยโลกไง รู้ด้วยปฏิภาณไหวพริบภาคความจำไง

แต่ถ้าเป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ

ธรรมและวินัยนี้ เรามีอำนาจวาสนา เราเกิดมาแล้วเรามีหนทาง แล้วพอศึกษาหนทางแล้ว พระส่วนใหญ่เลยล่ะ พอศึกษาแล้ว นิพพานมันมีอยู่จริงหรือ มรรคผลจริงหรือ

พระเยอะมากไม่เชื่อเรื่องนี้นะ แต่ก็ศึกษา ศึกษาเอาความรู้ในพระพุทธศาสนา แต่ไม่ได้ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเป็นข้อเท็จจริงในหัวใจของตนเลย

แล้วถ้าพระกรรมฐานๆ เห็นไหม พอบวชแล้วอุปัชฌาย์ให้เกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ กรรมฐาน ๕ ถ้ากรรมฐาน ๕ ให้เข้าสู่รุกขมูล เข้าสู่ที่สงบสงัด แล้วแทงทะลุมันให้ได้ ถ้าแทงทะลุด้วยสติปัญญาของตนคลี่คลายออกมา คลี่คลาย เห็นไหม

ถ้าท่องเกสา โลมา นขา ทันตา ตโจ นี่คือคำบริกรรม ผลของมันคือสมถกรรมฐาน

แล้วถ้ามันรู้จริงเห็นจริงขึ้นมา มันต้องรู้จริงเห็นจริงแบบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธัมมจักฯ พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นเรื่องธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวง เกิดขึ้นเป็นธรรมดาเพราะอะไร เพราะเรามีกายกับใจ จิตตภาวนา หนทางที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารื้อค้นขึ้นมา ในธัมมจักฯ ในอาทิตตฯ อนัตตฯ เห็นไหม ทั้งนั้น

ขันธ์ ๕ เป็นสุขหรือเป็นทุกข์

ทุกคนบอกว่า เป็นทุกข์หมดเลย

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถามปัญจวัคคีย์ ทุกข์แล้วทำไมไม่ทิ้งมันล่ะ ถ้ามันทุกข์ เอาไว้ทำไม

แล้วทิ้งอย่างไร แล้วทำอย่างไรถึงจะทิ้ง

เราไม่เคยรู้เคยเห็นอะไรเลย แต่พอเราทิ้ง เราก็ทิ้ง เราก็ขว้างทิ้งแล้ว คิดอารมณ์ขึ้นมาแล้วก็ขว้างอารมณ์ทิ้งไป นี่ล้นเกิน เป็นสมณะ ๖ สลึง ๒ บาท ไม่มีอะไรเลย มันเป็นไปไม่ได้

ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ พระพุทธศาสนามีเหตุและมีปัจจัยทั้งสิ้น แม้แต่เราเกิดมาๆ ที่นั่งกันอยู่นี่ กรรมเก่ากรรมใหม่ทั้งนั้นน่ะ เวลาเกิดมา เกิดมาจากเวรจากรรมของตน นี่ไง เพราะ กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมาไง เกิดเป็นคนเหมือนกัน แต่ไม่เท่ากัน

เกิดเป็นคนเหมือนกัน ทุกคนเกิดมา เกิดด้วยบุญด้วยกุศลขึ้นมา โอ้โฮ! ชีวิตเขาอุดมสมบูรณ์ตลอด ทุคตะเข็ญใจเกิดมาแล้ว พ่อแม่ไม่มีจะกิน

ในพระไตรปิฎก แม่เป็นขอทาน มีครอบครัว เวลาเขาท้องขึ้นมาไง ท้องขึ้นมาไปขอทานไม่เคยได้เลย จนเพื่อนขอทานต้องมีอาหารมาให้กินไง เวลาคลอดลูกมาแล้ว อุ้มลุกไปนะ ไม่เคยขอทานได้เลย ถ้าทิ้งลูกไว้ก่อนแล้วไปขอทาน มันยังพอได้กินได้อยู่บ้าง นี่มันวัดวาสนาได้หมด กรรมเก่ากรรมใหม่ทั้งนั้น แล้วมันเป็นจริตเป็นนิสัย

ฉะนั้น ถ้าเป็นจริตเป็นนิสัย ทำสิ่งใดแล้วหัวใจดีงาม กรรมฐาน ๔๐ ห้อง โดยข้อเท็จจริงไง เวลาพุทโธๆ พระกรรมฐานสอนพุทโธ พุทโธแล้วทำได้หรือไม่ได้ล่ะ

ไอ้เราปฏิบัติอยู่ใหม่ๆ เหมือนกัน สุดท้ายแล้วมาใช้ปัญญาอบรมสมาธิ ทำได้แล้วมหัศจรรย์ด้วย พอทำได้แล้ว เวลาไปหาหลวงตา ไปเจอปัญญาอบรมสมาธิของท่าน อ๋อ!

เมื่อก่อนเราใช้ปัญญาอย่างนี้ เราไม่รู้หรอกว่าเป็นปัญญาอบรมสมาธิ แต่มันทำแล้วมันได้ผลของมัน มันได้ของมัน เพราะเท่าทันๆ อารมณ์มันดีขึ้นๆ ไง พอดีขึ้น พิจารณาเข้าไปแล้วมันหยุดหมดล่ะ หยุดหมดด้วยอะไร

ความคิดนี้เหลวไหลสิ้นดีเลย พอคิดแล้วก็มีอารมณ์ แล้วชอบ ถ้าพิจารณาไปแล้วนะ มึงมันบ้าๆ มันวาง แล้วเท่าทันนะ เวลามันจะคิด เอ๊อะ! สติทันจบหมดล่ะ หยุดหมดเลย แล้วฝึกหัดให้มันเข้มแข็งขึ้นมา พอเข้มแข็งขึ้นมา พอมันจะเสวยความคิด อึ๊ก! เอ๊อะ! ไหนว่ามันไม่มีวะ

เมื่อก่อนก็คิดแบบโลกๆ นี่แหละ สิ่งที่เป็นนามธรรมคือมันก็จับต้องอะไรไม่ได้ทั้งนั้น เวลามันจับต้องได้ อ้าว! ความคิดไง อารมณ์นะ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อารมณ์หนึ่งประกอบไปด้วยขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ มีรูป มีอารมณ์อันนั้น รูปมีเวทนา พอใจไม่พอใจ มีสัญญา ถ้าไม่มีสัญญา มันเทียบเคียงสิ่งใดไม่ได้หรอก พอเทียบเคียงแล้วมันมีสังขารปรุงต่อเนื่อง มันมีวิญญาณในขันธ์ ๕ วิญญาณรับรู้ในอารมณ์นั้น

อ๋อ! พอเห็นแล้วมันจับนะ แล้วมันค่อยมาแยกมาแยะออกมา มันรู้มันเห็น มันปล่อยหมด มันแยกหมดนะ ถ้าสติปัญญามันเท่าทันนะ อารมณ์เกิดไม่ได้ เพราะขันธ์มันรวมตัวไม่ได้ ขันธ์ ๔ หรือ ถ้าขันธ์ ๕ มันสมบูรณ์แบบมันถึงเป็นรูปไง นี่ฝึกหัดปฏิบัติ

ไอ้นี่ทำเองหมดนะ ทำเองหมด

แต่พอมาเจอเทศน์หลวงตา อ้าว!

แล้วฝึกหัดปฏิบัติ ถ้ามันรู้มันเห็นของมัน พิจารณาของมัน ขันธ์อย่างหยาบ ขันธ์อย่างกลาง ขันธ์อย่างละเอียด แล้วมันเกิดปัญญาที่มันรู้เท่าทันความคิดนี้ มันจับความคิดให้หยุดได้

ทีแรกก็หยุดคิด หยุดคิด หยุดคิด รูป ธาตุรู้ ธาตุรู้คือจิตของตน

เวลาถ้าจิตของตนยังทำไม่ได้ เราจะรู้จิตของตนได้อย่างไร

สิ่งที่สังคมรู้ได้ มนุษย์รู้ได้ รู้ที่อารมณ์ ไม่เคยรู้จิตของตน รู้ที่อารมณ์ แล้วเอาอารมณ์นี้ศึกษา ศึกษาขึ้นมา เวลาจิตมันมี หลวงปู่มั่นบอกว่า “อวิชชาอยู่ที่ฐีติจิต”

อวิชชาคือความไม่รู้ มันไม่รู้อะไรเลย แล้วมันก็เคยคิดของมัน แต่เราฝึกหัดปฏิบัติ ธรรมะ ภาวนามยปัญญา ปัญญาในพระพุทธศาสนาคือทวนกระแสกลับเข้าไปสู่จิตใจของตน ถ้าทวนกระแสกลับเข้าไปสู่จิตใจของตน มันเกิดปัญญา อย่างที่ว่าปัญญาอบรมสมาธิ

ถ้ามันมีสติมีปัญญา พุทโธๆๆ แล้วพุทโธแล้วมันทุกข์มันยาก พุทโธแล้วพุทโธไม่ได้ อย่างเช่นปัญญาชนๆ ที่ให้ฝึกหัด อะไรก็พุทโธ อะไรก็พุทโธ พุทโธไม่ได้หรอก เวลาพุทโธแล้วมันเครียด พุทโธมันฟุ้งมันซ่าน มันพุทโธไม่ได้เลย แต่ถ้าตั้งใจจริงก็ได้ แต่มันไม่ตรงกับจริตนิสัย 

พอฝึกหัดใช้ปัญญาๆ ไง นี่ไง พุทธจริต

ผู้ที่มีสติมีปัญญาเหมือนคนที่มีการศึกษา คนที่มีปัญญามากๆ เวลามันคิด มีสติตามความคิดนั้นไปเรื่อยๆ ดูความคิดเรานี่แหละ แต่มีสติเท่าทันมัน ดูมันไป ดูมันไป แล้วพอถึงที่สุด ถ้าเริ่มฝึกหัดปฏิบัติใหม่ๆ นะ มันดูไปเรื่อยๆ มีสติมีปัญญา พอมันคิดจบ เอ๊! มันก็ไม่เห็นมีอะไรเนาะ คิด คิดแล้วมันได้อะไรล่ะ เริ่มต้นมันจะเป็นแบบนี้ มันเท่าทันความคิดของตัวเองทั้งหมด เวลามีสติมีปัญญาเท่านั้นน่ะ คิดอะไรก็ได้ แต่มีสตินะ

แต่เดิมความคิดมันยิ่งใหญ่ คิดแล้วความคิดเป็นเรา เราเป็นความคิด คือเราเอาเราเข้าไปร่วมด้วยตลอดไง แต่ถ้ามีสติปัญญาขึ้นมา เราจะแยก แยกเรา

ความคิดเป็นอารมณ์เกิดดับๆ แล้วเกิดดับๆ เกิดจากกิเลส เกิดจากมารทั้งนั้น อะไรที่ฝังใจ อะไรที่เคียดแค้น คิดแล้วคิดเล่า อะไรที่เป็นความดีงามคิดได้ผิวเผินมาก มีสติปัญญา มีสติปัญญาเท่าทัน เห็นไหม มันเห็นโทษมันเอง พอเห็นโทษมันเอง มันก็เบาบางลง เบาบางลง

แต่เวลาถ้ามันเท่าทันนะ เวลามันหยุดคิดๆ เวลามันจะคิด นี่เสวย จิต ธาตุรู้ สิ่งที่ถูกรู้ สิ่งที่ถูกรู้เพราะอะไร สิ่งที่ถูกรู้เพราะเราเกิดเป็นมนุษย์ไง มนุษย์มีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ ไง พรหมมีขันธ์ ๑ ไง มันแตกต่างกันไง มันแตกต่างด้วยมิติ แตกต่างด้วยชีวิต แตกต่างด้วยบุญและบาป

แต่อริยสัจมีหนึ่งเดียวเท่านั้น

ถ้าอริยสัจมีหนึ่งเดียว เห็นไหม เวลาเราพุทโธๆ พุทโธมันเป็นการยืนยัน ถ้าปัญญาอบรมสมาธิๆ ส่วนใหญ่ที่ปัญญาอบรมสมาธิ เขาคิดว่าใช้ปัญญาอบรมสมาธิคือภาวนามยปัญญาไง เขาคิดว่าเขาใช้ปัญญาไปแล้วเขาจะบรรลุธรรม เห็นธรรม

เห็นเกิดดับไง เห็นเกิดดับ นักวิทยาศาสตร์ก็เห็นได้ พิจารณาได้ เพราะมันเป็นเรื่องโลกๆ นี่แหละ เป็นเรื่องโลกๆ ตรงไหน สาวกสาวกะที่ได้ยินได้ฟัง ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นศาสดา ๒,๐๐๐ กว่าปีมาแล้ว ทางวิชาการในพระพุทธศาสนาไง พระไตรปิฎกยืนยันได้ แล้วเราก็มาใคร่ครวญของเราเอง แล้วคิดว่าพอเรารู้สิ่งใดแล้วมหัศจรรย์

เด็กๆ เพิ่งเริ่มต้นสนใจพระพุทธศาสนา ยังไม่เคยทำอะไรเลย พอทำอะไรไปเลย มันมีอย่างหยาบ อย่างกลาง อย่างละเอียดมากมายในพระพุทธศาสนา เพราะมันต้องพัฒนาหัวใจของตนขึ้นมาไง บุคคล ๔ คู่นี่ไง ฝึกหัดปฏิบัติขี้นมาให้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ไง

แล้วถึงที่สุดแห่งทุกข์ ใครเป็นคนทำ

ถ้าเป็นธรรมะเกินๆ มันว่ามันได้มรรคได้ผลตลอดไป ไอ้พวก ๒ บาท ไอ้พวก ๖ สลึง ๒ บาทนั่นน่ะ แล้วพูดธรรมะไร้สาระมากๆ นะ เอาอารมณ์ เอาเหตุการณ์ขึ้นมาเปรียบเทียบ ธรรมะเป็นธรรมชาติ อธิบายบิ๊กแบง การกระทำ

ไอ้นั่นมันอยู่ข้างนอก เอ็งเคยเห็นจิตไหม ทำสมาธิเป็นหรือเปล่า ถ้าทำสมาธิ เป็นที่นี่สิ ถ้าเป็นที่นี่  เห็นไหม ที่นี่เดือดร้อนหนอ ที่นี่วุ่นวายหนอ แล้วที่นี่สงบสุขล่ะ สงบสุขแล้วยกขึ้นสู่วิปัสสนาเป็นหรือเปล่า ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาไง

ถ้าทำความสงบของใจได้ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี มันจะสงบสุขขนาดไหน นั่นมันเป็นอำนาจวาสนาของคนไง

ทุกข์เป็นอริยสัจ ทุกข์เป็นความจริง ชีวิตนี้ทุกข์นัก ความรู้สึกนึกคิดบีบคั้นหัวใจเจ็บปวดนัก แล้วถ้ามันทำความสงบได้ มันก็เป็นความสุขไง สุขแล้วมันก็ขัดแย้งกันที่ว่า สมาธิแก้กิเลสไม่ได้ๆ ไง แต่ถ้าไม่มีสมาธิ ตัวตนของเรามันบวกหมด

แล้วพระพุทธศาสนา เวลากิเลสมันกดมันดันนะ เวลาความว่ากิเลสมันกดมันดัน กิเลสมันจะทำให้มีความเสียหาย นี่เขาเรียกสมุทัย กิเลสมันบังเงา มันคิดไปพร้อมกับกิเลส แล้วตัวตนก็เราได้ศึกษาธรรมะ เราได้ฟังเทศน์ครูบาอาจารย์ อู้ฮู! ฟังจนทะลุปรุโปร่ง แล้วมันก็เอาสิ่งนั้นมาเป็นเป้าหมาย มันก็เหมือนที่หลวงปู่มั่นบอกกับหลวงตาพระมหาบัวไง

เรียนมาจนเป็นมหา เอาใส่ลิ้นชักสมอง แล้วลั่นกุญแจมันไว้ แล้วปฏิบัติให้เป็นความจริง

ไอ้นี่ก็เหมือนกัน เราเป็นนักปฏิบัติ เราก็ฟังเทศน์มาเยอะ เราก็มีสติมีปัญญา เวลาฝึกหัดปฏิบัติไปไง เวลากิเลส ธรรมะมันล้นมันเกิน มันมากมาย เพราะธรรมะ อันนั้นก็ได้ฟัง เป็นสัญญาซับจำมาจากครูบาอาจารย์ ศึกษาธรรมะมาจากพระไตรปิฎก อู้ฮู! ความรู้เยอะ เวลาปฏิบัติไป ทำสมาธิไม่เป็น มันสงบไม่ได้

ถ้ามันสงบได้ มันวางหมดนะ ความสงบมันแยกระหว่างโลกียะกับโลกุตตระ

ถ้าเราไม่สงบ มีเราบวกตลอด มันเป็นเรื่องโลกๆ โลกเพราะเราเกิดเป็นมนุษย์ มนุษย์มีกายกับใจ ธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ ขันธ์ ๕ เป็นอารมณ์ เป็นภาษา เป็นสิ่งให้เราศึกษา

ศึกษานะ ภาษาศาสตร์ เขาแยกภาษาได้หมดเลย ไอ้นี่มันเป็นภาษา ใจมันมีสถานะอย่างนี้เพราะเราเกิดเป็นมนุษย์ แต่ถ้าเป็นธรรมๆ มันเกิดจากจิต

เกิดจากจิตเพราะอะไร

เพราะเราทำความสงบของใจเข้ามาไง ศีล สมาธิ ถ้าฝึกหัดใช้ปัญญา ปัญญามันจะเกิดขึ้นข้างหน้า แล้วถ้าปัญญามันจะเกิดขึ้นข้างหน้า ชัดๆ เลย

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในธรรมและวินัย ในพระไตรปิฎก สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา แล้วถ้าเราเป็นนะ เวลาถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนาเป็น มันใช้ภาวนามยปัญญาได้ เรารู้ได้ว่ามันสดชื่น มันชัดเจน มันมีความสุขขนาดไหน

เวลาเราทำบ่อยครั้งเข้าๆ สมาธิมันอ่อนตัวลง มันจะเป็นสัญญาแล้ว นี่จำของครูบาอาจารย์มา จำการปฏิบัติของตนเองมา จำสิ่งที่เคยได้ เคยมีความสงบ มันจะคิดแต่ตรงนั้นน่ะ แต่ตรงนั้นน่ะมันฝึกหัดมามากน้อยขนาดไหน แล้วมันสมดุลพอดีมันถึงเป็นอย่างนั้น แล้วถ้าจะให้ได้อย่างนั้นมันก็ต้องฝึกหัดให้ได้อย่างนั้น เห็นไหม

เวลาคนที่เขาภาวนาได้แล้วเขามาถามไง มันเคยว่าง เคยดีงาม หายหมดเลย ให้ทำอย่างไร

เริ่มต้นใหม่

มันก็ต้องเริ่มต้นจากพุทโธๆ ที่เราฝึกหัดเตาะแตะๆ มานั่นแหละ ถ้ามันเตาะแตะ ธรรมทั้งหลายมาแต่เหตุ เพราะมันมีเหตุ มันควบคุมดูแลขึ้นมา มันก็เข้าหนทาง พอเข้าหนทาง เราฝึกหัดใช้ปัญญาๆ พอปัญญาเราใช้ไปมันก็ฟุ้งก็ซ่าน ปัญญาก็ฟุ้งก็ซ่าน ปัญญาก็พิจารณาไป ถ้ามีสมาธิ มันก็อยู่ในร่องในรอย มันก็พิจารณาของมันได้ มันก็เป็นภาวนามยปัญญา

ฝึกหัดๆ สมาธิมันอ่อนลง มันก็เป็นสัญญา เป็นสัญญา สัญญาก็มีตัวตน เพราะมันไม่เป็นปัจจุบัน มันไม่เป็นภาวนามยปัญญา มันไม่เป็นความสมดุลพอดีของการปฏิบัติ มันไม่สมดุลพอดีเพราะใจเรากำลังมันน้อยลงไง พอกำลังมันน้อยลงเราก็คิดเหมือนเดิมไง เราใช้ปัญญาเหมือนเดิมไง แล้วความเหมือนเดิมนั้นมันก็เป็นสัญญาไง เพราะมันไม่เป็นปัจจุบัน ไม่มีสัมมาสมาธิมาแยกระหว่างโลกียะกับโลกุตตระ

ถ้าสมาธิมันเสื่อมลง เป็นโลกๆ ทั้งนั้นน่ะ โลกๆ เห็นไหม กิเลสมันเริ่มเข้ามามีส่วนในการฝึกหัดปฏิบัติของเรา

พุทโธๆๆๆ กลับไปพุทโธเลย ไม่ต้องตื่นเต้น

ส่วนใหญ่แล้วเขาจะถาม เวลาอะไรๆ ก็สมาธิ อะไรก็พุทโธๆ แล้วเมื่อไหร่จะใช้ปัญญาล่ะ

ปัญญาโลกๆ ปัญญาผูกมัด ปัญญาเกิดทิฏฐิมานะ ปัญญาเกิดการวิตกกังวล ปัญญาที่กดดันตัวเอง มันจะเป็นประโยชน์อะไรล่ะ คนเราถ้ามันวางให้หมด ทำให้มันเป็นข้อเท็จจริง ให้เกิดขึ้นตามความเป็นจริง จะได้มากจะได้น้อย เราไม่เอะอะมะเทิ่ง ไม่ตีโพยตีพายไปกับใคร แล้วฝึกหัดปฏิบัติให้มันเป็นความจริงขึ้นมา

ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ตนต้องรู้ต้องเห็น ต้องชัดต้องเจน ตนไม่วิตกกังวลในการกระทำ กลับภูมิใจด้วย

ภูมิใจที่ว่า คนที่ไม่ศรัทธาในพระพุทธศาสนา ศาสนาถึงกึ่งพุทธกาล มรรคผลไม่มีแล้ว ทำให้มันลำบากเปล่า เกิดมามันก็ทุกข์ก็ยากอยู่แล้ว ยังต้องมานั่งสมาธิภาวนาให้มันทุกข์มันยากมากขึ้นไปอีก

เห็นไหม มันไม่เชื่อไม่ฟังแล้วมันก็ใช้ชีวิตแบบอีลุ่ยฉุยแฉก สร้างแต่เวรแต่กรรมทั้งนั้นน่ะ ทั้งๆ ที่เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา มีอำนาจวาสนาของตน

ทีนี้พอเราจะฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา ฝึกหัดปฏิบัติ นี่ไง คนจะล่วงพ้นทุกข์ด้วยความเพียร ความเพียรชอบ คนต้องฝึกหัดปฏิบัติ เราต้องมีความเพียร แล้วมันไม่ชอบธรรม มันจะเข้าสู่มรรคสู่ผลได้อย่างไร

เราไปเห็นในพระไตรปิฎก ผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติเขาใช้ข้อวัตรของหมา ใช้ชีวิตเหมือนหมา กินเหมือนหมา นอนเหมือนหมา คิดว่ามันเป็นหนทางที่ถูกต้อง ในพระไตรปิฎก แล้วมาเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า ฉันมีความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะมากมายมหาศาลยอดเยี่ยมมาก

เธอทำอย่างไร

ถือข้อวัตรหมา มนุษย์ใช้ชีวิตแบบหมา อยู่แบบหมาไง

ถามพระพุทธเจ้าครั้งแรก พระพุทธเจ้าเงียบ ถามครั้งที่ ๒ พระพุทธเจ้าก็ยังเงียบ เพราะมันไม่เป็นสิ่งที่ดีงามไง ถามถึงหนที่ ๓ พระพุทธเจ้าตอบว่า

เธอก็จะได้ไปเกิดเป็นหมาไง

เพราะอะไร เพราะจิตใจมันอยากให้เป็นหมาตั้งแต่ตอนนี้ไง แล้วถ้าจิตใจเป็นหมา มันจะไปเกิดที่ไหน มันก็ไปเกิดในท้องหมาไง

ความเพียรไง แล้วใช้ชีวิตแบบหมา ในพระไตรปิฎกใช้คำว่า “สุนัข” แต่จะพูดให้มันสะใจ กิน เดิน นอนแบบหมา ไปอยู่กับหมา แล้วไปไหน นี่ความเพียรชอบหรือไม่ชอบไง

ทีนี้เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติ ในวงปฏิบัติ

“ไอ้พวกนั้นไอ้พวกขี้ทุกข์ ไอ้เรานั่งแล้วบรรลุธรรมเลย”

ไอ้พวก ๖ สลึง ๒ บาท ล้นเกิน เก่งกว่าพระพุทธเจ้า

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเล็งญาณนะ ไม่มีวาสนา ไปพูดกับเขาไม่รู้เรื่อง พูดแล้วมันไม่เข้าถึงจิตถึงใจเขา แล้วเวลาคนที่มีวาสนา ไปเลย แล้วพุทธกิจ ๕ เพราะคนมีอำนาจวาสนา แต่เขาไม่เคยได้ยินได้ฟัง พระอัญญาโกณฑัญญะไง สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น ถ้าเขาฟัง เขาสะดุดใจ พอเขาสะดุดใจ เขาไม่คิดส่งออก เขาจะอยู่ที่ใจของเขา แล้วพระพุทธเจ้าจะสอนวิธีการให้ฝึกหัดปฏิบัติให้เข้าสู่หนทาง มัคโค ทางอันเอก ไม่ใช่ดีและชั่ว ไม่ใช่โลกกับธรรม ต้องเป็นข้อเท็จจริงของตน ถ้ามันเป็นจริง นี่เวลาเป็นข้อเท็จจริงขึ้นมา เล็งญาณๆ พุทธกิจ ๕ นะ

แต่ไอ้นี่ในวงปฏิบัติ ทำอย่างโน้น ทำอย่างนี้

เราฟังแล้ว กรรมของสัตว์ แต่สังคมมันอ่อนแอลงเรื่อยๆ ไง เชื่อไปหมดเลย เชื่อตรงไหน เชื่อเพราะเขาเป็นพระ แล้วมาศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง

ภิกษุ ศากยบุตรพุทธชิโนรส ได้ห่มผ้ากาสาวพัสตร์ เป็นธงชัยพระอรหันต์ ธงชัยพระอรหันต์คือเป็นการชี้นำชีวิตของเราไง แล้วเอ็งปฏิบัติได้อะไร แล้วหนทางที่ไปสอนเขา ความเพียรถูกหรือความเพียรมักง่าย ลัดสั้น

พาหิยะ เขาอ้างแต่พาหิยะนะ ว่าฟังเทศน์หนเดียวขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วบรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์เลย แล้วไม่ถามถึงพระกัสสปะบ้างเลยหรือ ไม่ถามถึงพระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ นี่พระอรหันต์เหมือนกัน แต่อำนาจวาสนาแต่ละคนแตกต่างกัน

ฟังเทศน์องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าหนเดียวเป็นพระอรหันต์เลย หาบริขารของตนไม่ได้ โคแม่ลูกอ่อนขวิดเสียชีวิตเลย

แต่ครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรม เอหิภิกขุ ไปขอบวช บริขารเป็นทิพย์มาเลย แล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มันวิหารธรรมไง มันกตัญญูกตเวทีกับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ทั้งๆ ที่ตัวเองเป็นสงฆ์สมบูรณ์แบบ สงฆ์สมบูรณ์แบบเพราะใจ

เราฝึกหัดปฏิบัติ ทำความสงบของใจเข้ามา ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน พุทธะ ธรรมะๆ ที่เราศึกษาให้มีดวงตาเห็นธรรม แล้วถ้าจิตใจของเรา ถ้าจิตใจมันเป็นธรรม เวลาจิตใจมันขึ้นมา บุคคลคู่ที่ ๑ คู่ที่ ๒ คู่ที่ ๓ เวลาคู่ที่ ๔ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์รวมในหัวใจของตนเป็นวิหารธรรม มันมหัศจรรย์ขนาดไหน นี่ไง หนทางไง ไม่อย่างนั้นในพระพุทธศาสนาจะมีมัคโค ทางอันเอกหรือ

แล้วเวลาว่าลัดสั้น ทำแล้วได้เลย ไอ้พวกนั้นมันพวกมันทุกข์มันยาก

มันทุกข์มันยากเพราะหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นไง ก.ไก่ ก. กา ว่ามา

ถ้าก.ไก่ ก. กา ว่ามา สติเราก็เป็นสัมมาสติ สมาธิเราก็เป็นสัมมาสมาธิ ยกขึ้นสู่วิปัสสนามันก็เป็นมรรค ๘ วิธีการดับทุกข์ในพระพุทธศาสนา ถ้าเป็นข้อเท็จจริง แล้วข้อเท็จจริงแล้ว สิ่งนี้เทียบเคียงได้ เวลาครูบาอาจารย์ท่านตรวจสอบธรรม

แล้วมันไม่เห็นมีอะไร มันเป็นกลุ่มไง อุปาทานหมู่ ไอ้พวกล้น ไอ้พวกเกิน

คนเรานะ แม้แต่เด็กน้อย เวลาการศึกษา พ่อแม่ก็ส่งเสียให้มีการศึกษา ให้เขามีความรู้ของเขา เวลาความรู้ของเขา ถ้าเขามีหน้าที่การงานของเขาประสบความสำเร็จในชีวิต พ่อแม่ก็มีความภูมิใจไง

นี่เหมือนกัน องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าวางธรรมและวินัยนี้ไว้ เวลาผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาเป็นธรรมะล้น ธรรมะเกิน ๖ สลึง ๒ บาท เวลาจะไปเฝ้าองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ารับรอง

ท่านบอกว่า ให้พระอานนท์ไปหน้าวัดเลย แล้วบอกให้เข้าป่าช้าไปก่อน

ไม่ให้เข้ามา เพราะมันไม่จริงไม่จัง

เข้ามาก็ “องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่พูดถึงเราเลย” อย่างเทวทัต “เชิดชูแต่คนอื่นทั้งนั้น ไอ้เราเป็นทั้งสายเลือด เป็นญาติทางสายเลือด เป็นลูกศิษย์ลูกหาบวชมากับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่เคยชมว่าดีสักที”

ถ้ามันเป็นความจริง เวลาพระสารีบุตร เสนาบดีแห่งธรรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการอย่างไร ใครฟังเทศน์แล้วไม่เข้าใจ ไปหาพระสารีบุตร พระสารีบุตรอธิบายให้ฟัง เวลาพระสารีบุตรอธิบายให้ฟังแล้วก็ยังสงสัยอยู่ เพราะคนที่ไม่เป็นมันสงสัยไปหมดล่ะ ก็จำจากพระสารีบุตรมาตรวจสอบกับองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก ถ้าเราพูด เราก็พูดเหมือนพระสารีบุตรนี่แหละ

นี่มันส่งเสริม มันพยายามแก้ไขผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เข้าสู่ธรรม ถ้าเข้าสู่ธรรมแล้ว พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ถ้าเข้าสู่ธรรมแล้วมันยิ่งใหญ่ไง มันยิ่งใหญ่ว่าวางใจได้เลย

เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์ที่ไปฝึกหัดปฏิบัตินะ เขาให้ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาจนสิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องดับเป็นธรรมดา แค่นี้วางใจได้แล้ว เพราะถ้าเข้าถึงบุคคลคู่ที่ ๑ จิตใจดวงนั้นมันต้องไปถึงที่สุดแห่งทุกข์โดยข้อเท็จจริง

แต่ถ้ามันฝึกหัดปฏิบัติไปถึงที่สุดแห่งทุกข์เลย มันก็สมบูรณ์แบบไง สมบูรณ์แบบเพราะอะไร เพราะไม่สงสัย ไม่เอ๊ะๆๆ

ปฏิบัติใหม่ๆ ถ้าเรามีความรู้อย่างนี้ เวลาครูบาอาจารย์เทศน์ โอ๋ย! เราก็รู้ พอท่านเทศนาว่าการที่สูงขึ้นไป เอ๊ะ! เอ๊ะ! งง แล้วทำอย่างไรต่อ

เวลาถ้าทำอย่างไรต่อ ให้เป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป ถ้าถึงบุคคล ๔ คู่ ถึงที่สุดแห่งทุกข์ไง ให้เป็นธรรมทายาท ให้อบรมบ่มเพาะให้สอนได้ สอนได้เลย บอกได้

แต่ไอ้ที่มันบอกไม่ได้เพราะมันไม่มี มันล้นมันเกินขึ้นไป ล้นเกิน เราอยากจะพูดว่า ดีกว่าพระพุทธเจ้า เก่งกว่าพระพุทธเจ้า แล้วเวลาเขาเทศนาว่าการ เขาเผลอนะ เขาบอกเราฉลาดกว่าพระพุทธเจ้า จนลูกศิษย์เขาสะกิด อ๋อ! เราฉลาดเพราะนี่เป็นภาษาไทย พระพุทธเจ้าไม่รู้ภาษาไทย

หลุดออกมา มันพูดออกมา กิเลสนี้มันร้ายนัก มันยกย่องตัวมันเองสูงส่ง แล้วสูงส่งไปไหน ธรรมะล้น ธรรมะเกิน เกินกว่าธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือพวกขาดคุณธรรม ถ้ามันยิ่งใหญ่ เอ็งก็ไปปฏิบัติของเอ็งสิ ทำไมมาบอกว่าพระพุทธศาสนา

พระพุทธศาสนา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนกรรมฐาน ๔๐ ห้อง เวลาสอนธุดงควัตรเพื่อให้ดัดแปลงกิเลสในหัวใจของตน ธุดงควัตร ศีลในศีลไง ศีล ๒๒๗ นี่บังคับใช้ ถ้าขาด ถ้าด่าง ถ้าพร้อย ต้องปลงอาบัติ ไม่ปลงอาบัติมันก็ดินพอกหางหมู ดินพอกหางหมูเพราะมันวิตกวิจารณ์ แล้วมันจะเป็นจริตเป็นนิสัย เป็นเอกเทศออกไป

พอเป็นเอกเทศออกไปแล้ว มันห่างไกลจากธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เพราะมันยิ่งห่างยิ่งไกลออกไป มันก็จะสร้างเรื่องในตัวเอง จะสร้างธรรมล้นเกิน เก่งกว่าพระพุทธเจ้า ดีกว่าพระพุทธเจ้า ไม่ต้องฝึกหัด ไม่ต้องทุกข์ ไม่ต้องยาก ได้ธรรมเลย

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระโพธิสัตว์ ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ ได้สร้างอำนาจวาสนามา ปรารถนาเป็นอัครสาวกเบื้องซ้ายเบื้องขวา ได้สร้างอำนาจวาสนามามากกว่าพระอรหันต์โดยทั่วไป

เวลาเป็นพระอรหันต์ๆ ขึ้นมาเพราะอะไร เพราะว่ามีสัจจะมีความจริงในหัวใจของตน

นั่งสมาธิภาวนา เราสังเกตครูบาอาจารย์ของเราแต่ละองค์ คำไหนคำนั้น ตลอดรุ่ง ตลอดรุ่ง เก็บวาจา เก็บวาจา ทำจริงทำจัง แล้วมันซื่อตรงไง

ข้างนอก ข้างใน เวลาจากภายนอก แหม! ดูสวยงามทั้งนั้นน่ะ ข้างใน โอ้โฮ! รกรุงรังเลย การฝึกหัดปฏิบัติของเราเพื่อจะจัดความสมดุลจากภายใน

อตฺตา หิ อตฺตโน นาโถ ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

จิตนั่นแหละคือตน จิตเป็นอย่างไรๆ ถ้าจิตมันซื่อตรง เวลามันฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มันจะเข้าสู่จิตของตน ธรรมะในพระพุทธศาสนา ภาวนา ปัญญาทวนกระแสกลับ ทวนกระแสกลับเข้าไปสู่อวิชชา ฐีติจิต ถ้ามันถอนพญามาร เรือนยอดของเรือน ๓ หลัง มารดิ้นรนเลย

แล้วมันดิ้นรนที่ไหน

ยถาภูตัง ผู้นั้นต้องรู้ เกิดญาณทัสสนะ สังโยชน์ ๑๐ ผัวะ! จบหมด อะไรเป็นอะไรเข้าใจหมดเลย รูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา

รูปราคะ อรูปราคะ ฌานสมาบัติ ฌานสมาบัติเขาต้องฝึกต้องหัดใช่ไหม แต่ไอ้นี่มันเป็นที่หัวใจมันเป็นอย่างนั้นเลย เพราะมันเป็นนามธรรม มันพ้นจากขันธ์อย่างหยาบมาแล้ว อย่างกลาง อย่างละเอียดมาแล้ว ขึ้นไปเป็นอิทัปปัจจยตา อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา มันเกิดวิญญาณในปฏิจจสมุปบาท มันละเอียดลึกซึ้งกว่านั้นเยอะไง

นี่ไง หลวงตาพระมหาบัวถึงว่า การฝึกหัดปฏิบัติยากอยู่ ๒ คราว คราวเริ่มต้น

คราวเริ่มต้นล้มลุกคลุกคลานจากโลกจะเข้าสู่ธรรม จากปุถุชน กัลยาณชน ยกขึ้นสู่บุคคลคู่ที่ ๑ ที่ ๒ ที่ ๓ เวลาคู่ที่ ๔ ติดหมดล่ะ เวลาไปรู้ไปเห็นเข้าไปนะ ว่าจิตเดิมแท้นี้ผ่องใส จิตเดิมแท้หมองไปด้วยกิเลส ผ่องใสก็คือธรรมะ ผ่องใสก็ตายอยู่นั่นน่ะ นั่นน่ะอวิชชาล้วนๆ เลย

อิทัปปัจจยตามันละเอียดลึกซึ้งขนาดไหน เวลามันเป็นสัจจะเป็นความจริงมันพลิกมันคว่ำ มันทำลายขึ้นมา มันสมบูรณ์แบบในพระพุทธศาสนา สมบูรณ์แบบในผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติตามข้อเท็จจริงนั้น ถ้าใครเป็นตามข้อเท็จจริงนั้น เป็นธรรมแบบสมดุลพอดี เป็นธรรมในพระพุทธศาสนา ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ทุกข์ดับ นิโรธ ดับทุกข์

ไม่ใช่ว่าไอ้พวกธรรมล้นเกิน ล้นด้วย เกินด้วย แล้วแต่ว่ามันจะพูดไป แล้วไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน มันเป็นเรื่องของความเห็นแก่ตัว เอวัง